Wisakha Buscha
 
วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาวันหนึ่ง ในวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวงในเดือนวิสาขะ คือ เดือน ๖ ได้มีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า ๓ เหตุการณ์ คือ ๑. เมื่อ ๖๒๔ ปีก่อนคริสตศักราช (๒๕๔๔) พระพุทธเจ้าทรงประสูติ
 
๒. เมื่อ ๕๘๙ ปีก่อนคริสตศักราช (๒๕๔๔) พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้
๓. เมื่อ ๕๔๔ ปีก่อนคริสตศักราช (๒๕๔๔) พระพุทธเจ้าทรงดับขันธ์ปรินิพพาน

สรุปแล้วคือพระพุทธเจ้าทรงประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ตรงกันทั้งสามครั้ง ฉะนั้นเราทั้งหลายเมื่อกาลเวลามาบรรจบครบรอบในวันสำคัญเช่นนี้ พวกเรามาระลึกถึงพระพุทธองค์ จึงจัดให้มีการบูชารำลึกถึงพระพุทธองค์ขึ้น

 

เมื่อ ๘๐ ปีก่อนพุทธศักราช ที่รอยต่อชายแดนประเทศอินเดียและเนปาลมีเมืองหนึ่งชื่อว่ากบิลพัสดุ์ มีกษัตริย์ปกครองชื่อว่าพระเจ้าสุทโธทนะ มีพระมเหสีชื่อว่าสิริมหามายา เมื่อพระนางมีพระครรภ์แก่ครบถ้วนทศมาส ได้ขอพระสวามีอนุญาตเสด็จกลับไปยังเมืองเดิมของพระนาง คือกรุงเทวทหะ ระหว่างเดินทางอยู่นั้นในวันเพ็ญเดือน ๖ ได้เสด็จไปถึงป่าแห่งหนึ่งชื่อว่าสวนลุมพินีถึงกลางทางระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์ และกรุงเทวทหะนคร ในเวลาสายใกล้เที่ยงพระนางได้ประชวนพระครรภ์และคลอดพระกุมาร ณ ป่าแห่งนั้นภายใต้ต้นสาละ ในอริยาบถยืนเหนี่ยวกิ่งสาละ ภายหลังประสูติได้ประทานพระนามว่า “สิทธัตถะ” พระราชบิดาทรงทราบข่าว มีพระบัญชาให้เสด็จกลับนครกบิลพัสดุ์ หลังจากพระองค์ประสูติได้ ๗ วัน พระมารดาก็สิ้นพระชนม์ พระราชบิดาก็พระราชทานให้พระนางปชาบดีโคตมีพระน้านางเป็นผู้เลี้ยงดูพระองค์สืบต่อมา

 

เมื่อพระองค์มีพระชนมายุได้ ๒๙ ปี ได้ตัดสินพระทัยออกบวช ละทิ้งสมบัติในเพศฆราวาสเพื่อแสวงหาทางหลุดพ้นจากทุกข์ คือ ความเกิด ความแก่ชรา ความเจ็บไข้และความตาย คือพระองค์แสวงหาความเป็นอมตธรรม คือ การที่จะต้องไม่พบกับสิ่งเหล่านี้อีก

แล้วพระองค์ก็ทรงบำเพ็ญเพียรตามความนิยมของนักบวชสมัยนั้น เช่นการทรมานตนเองทรงอดพระกระยาหารเสวยแต่น้อย จนร่างกายผ่ายผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก เพียงเอามือลูบตามตัวขนก็หลุดร่วงและติดมือออกมา พระองค์ทรมานตนเองเช่นนี้เพราะเชื่อว่าจะนำตนเข้าสู่ความหลุดพ้นหรือเป็นอมตะได้ แม้พระองค์บำเพ็ญอยู่เช่นนั้นก็ยังค้นคว้าหาทางหลุดพ้นทุกข์ไม่ได้

 

จนกระทั้งเวลาผ่านไปเกือบ ๖ ปี ทรงมีพระดำริว่าสมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งได้เสวยทุกขเวทนาแรงกล้า เพราะความเพียรในกาลที่ผ่านมาก็ดี ที่จักได้รับในกาลข้างหน้าก็ดี และในปัจจุบันเดียวนี้ก็ดี ทุกขเวทนาจะมากสุดก็เพียงเท่านี้ จะไม่มีทุกขเวทนามากเกินกว่านี้อีกแล้วถึงอย่างนั้นเราก็ไม่สามารถตรัสรู้หาทางพ้นทุกข์ได้ พระองค์ดำริว่าควรจะมีทางอื่นนอกจากทางที่บำเพ็ญมาแล้วนี้ แล้วได้หวนระลึกถึงการบำเพ็ญทางด้านจิตใจ คงจะเป็นทางที่จะตรัสรู้ได้

แต่ผู้ไม่มีกำลังทางกายก็จะไม่สามารถทำความเพียรทางใจได้ จึงได้เสวยพระกระยาหารตามปกติ เพื่อร่างกายแข็งแรง

จนถึงวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวงในเดือน ๖ ในเช้าวันนั้นขณะที่พระองค์ประทับอยู่ที่ใต้ร่มโพธิ์ มีนางสุชาดาจะทำการบวงทรวงเทวดา ได้นำข้าวมธุปายาส คือ ข้าวสุกหุงด้วยน้ำนมโคล้วน ๆ

ใส่ถาดทองคำนำมาถวาย พระองค์ได้เสวยข้าวมธุปายาสนั้นที่ท่าน้ำแห่งแม่น้ำเนรัญชรา แล้วทรงประทับพักผ่อนอริยาบถในดงไม้สาละใกล้ฝั่งแม่น้ำนั้นในเวลากลางวัน

ครั้นเวลาเย็นเสด็จมาสู่ต้นโพธิ์ ทรงประทับนั่งอาสนะปูด้วยหญ้าคาโคนต้นโพธิ์ หันหลังให้ต้นโพธิ์ หันพระพักรไปทางทิศตะวันออก ตั้งพระทัยว่า ตราบใดยังไม่ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมโพธิญาณ แม้กาลเวลาจะนานเท่าใดหรือชีวิตนี้จะดับสิ้นก็จะไม่ลุกขึ้นจากอาสนะแห่งนี้

แล้วพระองค์ก็ตั้งสติรู้อยู่ที่ลมหายใจเข้าและออกเท่านั้น ไม่ส่งจิตคิดไปที่อื่นเลย จิตของพระองค์ก็สงบพบกับญาณบริสุทธิทั้งสามยาม คือ

 

๑. ในยามต้น คือปฐมยาม พระองค์ทรงบรรลุบุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ ได้ความรู้สามารถระลึกชาติของพระองค์ว่าเคยได้เกิดมาแล้วกี่ภพกี่ชาติ เป็นอะไรบ้าง มีทั้งชาติที่เป็นทุกข์ และสุข รวยจน มีรัก มีชัง ต่าง ๆ กัน

๒. ในยามกลาง คือ มัชฌิมยาม ประมาณเที่ยงคืนพระองค์ทรงบรรลุจุตูปปาตญาณระลึกรู้ถึงชาติก่อน ๆ ของมนุษย์และสัตว์อื่นได้ ว่าเคยเกิดเป็นอะไร และรู้ผลของกรรมอย่างชัดเจนว่า

ผู้ใดทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว ผู้ใดทำกรรมดีย่อมได้รับผลดีตอบแทน

๓. ในยามสุดท้าย คือปัจฉิมยาม ก่อนสว่างพระองค์ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ คือ ได้รู้จักวิธีทำให้อาสวกิเลสทั้งหลายหมดไปจากใจของพระองค์เอง กิเลสและอาสวะ เครื่องผูกใจของพระองค์ที่จะให้พระองค์กลับมาเวียนว่ายตายเกิด หรือเกิดแก่เจ็บตาย หมดสิ้นแล้วจากดวงใจของพระองค์ พระองค์ทรงค้นพบด้วยวิธีของพระองค์เองโดยไม่มีใครเป็นครูของพระองค์ จึงได้พระนามว่า “สัมมาสัมพุทโธ” ผู้ตรัสรู้โดยชอบด้วยพระองค์เอง นี่แหละคือทางอมตะที่พระองค์ทรงค้นพบ คือทางที่เราจะต้องไม่มาเกิด แก่ เจ็บ ตาย อีกต่อไป หรือเรียกอีกอย่างคือการหมดทุกข์ทั้งปวงนั้นเอง
ถ้าเราทั้งหลายอยากเข้าถึงความเป็นอมตะ อย่างพระองค์ก็ต้องศึกษาความจริงอันประเสริฐ เรียกว่าอริยสัจ ๔ ประการ คือ
๑. ทุกข์ คือความเกิด ความแก่ ความเจ็บไข้ ความตาย ความโศกเศร้าอาดูร ความพิไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ความแห้งและหดหู่ใจ ความไม่สมหวังต่าง ๆ
๒. สมุทัย คือเหตุที่ทำให้ทุกข์เกิด เพราะตัณหาคือความอยาก ๓ อย่าง คือ กามตัณหา ความทะยานอยากในสิ่งที่น่าปรารถนา ภวตัณหา ความทะยานอยากในความมีความเป็น วิภวตัณหา ความทะยานอยากในความไม่อยากมีไม่อยากเป็น
๓. นิโรธ ความดับทุกข์ คือการดับตัณหา ความทะยานอยากทั้งหลายให้หมดไป สละปล่อยวางออกจากใจ
๔. มรรค ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ มี ๘ อย่าง คือ
 
๑. สัมมาทิฏฐิ ทำความเห็นของตนให้ถูกต้อง
๒. สัมมาสังกัปปะ ดำริคิดให้ถูกต้อง
๓. สัมมาวาจา การพูดแต่ถ้อยคำที่ถูกต้อง
๔. สัมมากัมมันตะ ทำการงานที่ถูกต้อง
๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตของตนในทางที่ถูกต้อง
๖. สัมมาวายามะ เพียรพยายามทำในสิ่งที่ถูกต้อง
๗. สัมมาสติ ระลึกในสิ่งที่ถูกต้อง
๘. สัมมาสมาธิ ตั้งใจแน่วแน่ในสิ่งที่ถูกต้อง
 
พระพุทธองค์ทรงเสด็จสั่งสอนสัตว์ทั้งหลายไปตามสถานที่ต่าง ๆ ตลอด ๔๕ ปี หลังจากตรัสรู้ จนเข้าสู่วัยชรามีพระชนมายุ ๘๐ พรรษา มีร่างกายทรุด ทรงเปรียบร่างกายของพระองค์เหมือนเกวียนหักที่ดามด้วยไม้ไผ่ ถึงจะยังแล่นไปได้แต่ไม่มั่นคง พร้อมที่จะขัดข้องหรือพังสลายได้ทุกเมื่อ จึงทรงตัดสินพระทัยเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานที่เมืองกุสินารา ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ
 
หลังจากพาสาวกสงฆ์จำนวนหนึ่งเสด็จถึงเมืองกุสินาราแล้ว ทรงสั่งให้พระอานนท์ปูลาดเครื่องประทับบรรทมให้มีศรีษะหันไปทางทิศเหนือระหว่างต้นรังทั้งคู่ เมื่อเวลาใกล้เข้ามาถึงแล้ว พระองค์ได้ตรัส
 
วาจาสัตย์เป็นครั้งสุดท้าย หรือปัจฉิมโอวาทว่า “ หันทะทานิ ภิกขเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ” แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมความสิ้นสุดไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำกิจทั้งปวง ทั้งของตนเองและผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด จงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ ฯ
 
หลังจากตรัสประทานโอวาทเสร็จแล้ว ก็มิได้ตรัสอะไรอีกเลย จนถึงดับขันธ์ปรินิพพาน
 
ในยามของคืนเดือนเพ็ญพระจันทรเต็มดวง วิสาขมาส เดือน ๖ นี้เอง ฉะนั้น ในวันวิสาขะบูชานี้เป็นวันที่พวกเราทั้งหลายได้พร้อมเพรียงกันมาประชุมน้อมจิตระลึกถึงพระคุณของพระพุทธองค์ด้วยการทำบุญ มีการถวายทาน สมาทานศีล และปฏิบัติจิตภาวนา เป็นการปฏิบัติบูชาแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเป็นอุปนิสัย และปัจจัยเครื่องหนุนส่งเข้าสู่ทางแห่งการพ้นทุกข์ ที่พระองค์ประทานชี้แนะแก่พุทธบริษัททั้งหลาย เพื่อเข้าสู่ความสุขเกษมอย่างแท้จริงโดยถ้วนทั่ว ทุกคน ฯ
 
Home